ประกาศ

คอร์สเรียน IELTS เดือนตุลาคม วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 18 ตุลาคม, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 28 ตุลาคม เดือนพฤศจิกายน วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 22 พฤศจิกายน ตรวจสอบเวลาเรียนจากตารางได้เลยค่ะ
คอร์สเรียน Fundamentals of Academic Writing วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 28 ตุลาคม, วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 6 พฤศจิกายน, วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 14 พฤศจิกายน คอร์สนี้เต็มเร็ว หากสนใจแนะนำให้โทรจองที่ก่อนเลยค่ะ
คอร์สเรียน Grammar Brush up วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 21 ตุลาคม, วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 24 ตุลาคม ค่ะ
คอร์สเรียน Intensive IELTS Writing วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 8 พฤศจิกายน, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 19 พฤศจิกายน ค่ะ
คอร์สเรียน Speaking & Pronunciation for IELTS วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 8 พฤศจิกายน, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 11 พฤศจิกายน ค่ะ
คอร์ส English for Academic Purpose (Pre-Sessional English) วันธรรมดา เริ่ม 27 ตุลาคม ค่ะ

[IELTS TIPS] เทคนิคเพิ่มคะแนนใน Speaking part 2

เทคนิคการเพิ่มคะแนน IELTS Speaking Part 2

 

เรียนเทคนิค ielts speaking part 2

 

สำหรับการสอบ IELTS Speaking นั้น Part 2 นับเป็น Part ที่มีความยากแบบก้าวกระโดดขึ้นมาจาก Speaking Part 1 เลยค่ะ เพราะว่า ผู้สอบจะต้องพูดตามหัวข้อที่กำหนดคนเดียว (ไม่ใช่การถาม-ตอบ) เป็นเวลา 2 นาที ซึ่งดูเหมือนจะแสนสั้น แต่อันที่จริงอาจจะยาวนานมาก หากเจอหัวข้อที่ I have no idea!

ในการสอบ IELTS Speaking Part 2 นี้ ผู้สอบจะได้รับ cue card ที่ระบุหัวข้อมาจาก examiner ซึ่งจะมีลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

  

Speaking-Topic

 
ผู้สอบจะมีเวลา 1 นาทีในการเตรียมคำตอบ เมื่อหมด 1 นาที Examiner จะพูดว่า “You may start speaking now please.”

เทคนิคที่ขอนำเสนอให้กับน้องๆ คือ

Tip 1 : อย่าไปซีเรียสมาก ว่าจะต้องพูดให้ครอบคลุมประเด็นย่อยๆ ที่ลิสต์ไว้ในการ์ด No No No! ไม่จำเป็นนะคะ ในเกณฑ์การให้คะแนนของ IELTS Test นั้น ไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าผู้สอบจะต้องตอบครบทุกประเด็นย่อย (แต่ห้าม Off-topic นะคะ!)

Tip 2 : เมื่อน้องๆได้ cue card มาพร้อมกับกระดาษและปากกาแล้ว ขอให้ใช้เวลา 1 นาทีที่มีอย่างฉลาด แนะนำให้เขียนหัวข้อย่อยๆ 5 หัวข้อบนกระดาษแผ่นนั้น โดยอย่าลืมให้มีช่องว่างระหว่างแต่ละหัวข้อด้วย ดังนี้ค่ะ

Introduction
Past
Description
Opinion
Future

การลิสต์หัวข้อย่อยแบบนี้ จะทำให้น้องๆวางแผนการพูดได้ง่ายขึ้น

ขอยกตัวอย่างประโยคที่จะช่วยนำทางน้องไปได้ตลอดรอดฝั่ง ดังนี้ค่ะ

 

Introduction

เริ่มต้นด้วยการพูดว่า ‘I’d like to talk about ………….’ โดยพยายาม paraphrase โจทย์ และใส่รายละเอียดเข้าไปในประโยคด้วย

เช่น  ‘I’d like to talk about Lantern Festival and Loy Krathong Festival which I first experienced with my parents couple of years ago.”

Past

ตอนนี้ ขอแนะนำให้ใช้คำเชื่อมที่จะแสดงให้เห็นว่า คุณกำลังจะเล่าประสบการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นๆ ที่กำหนดอยู่ในโจทย์ เช่น In the year 2010, ……………………….. . การที่เราจะมีโอกาสได้คะแนนสูงในการสอบนี้ น้องๆจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ใช้ tense form ที่หลากหลาย ไม่ใช่จำกัดอยู่แค่ present simple tense เท่านั้น เพราะมันพื้นฐานเกินไป  Tense forms หรือ กริยาช่วย ที่จะทำให้เรา “show off” ได้ในจุดนี้ มีประมาณนี้เลยค่ะ

Used to + V.1 : เพื่อบรรยายนิสัยหรือสิ่งที่เราชอบทำในอดีต หรือเพื่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว

Would + V.1 :  เพื่อบรรยายนิสัยหรือสิ่งที่เราชอบทำในอดีต
Past simple (V.2)  :  เพื่อพูดถึงสิ่งที่เราทำในอดีตและจบไปแล้ว (ไม่ได้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)
Past continuous (was/were + V.ing) :  เพื่อบรรยายความรู้สึกของเราในช่วงเวลานั้นๆ ในอดีต
Past perfect (had + V.3)  : เพื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและจบไปก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดไปแล้วในอดีตเช่นกัน

 

เช่น  ‘In November 2010, I first visited Chiang Mai and it was when Lantern Festival and Loy Krathong Festival was held. Hundreds of people assembled to float their banana-leaf containers decorated with flowers and candles onto the river.”

Description

ตอนนี้ น้องๆควรพูดต่อว่า ‘So let me tell you about …….… in a little more detail.’ นี่คือช่วงสำคัญ ที่เราจะได้ “show off” ว่าตัวเองรู้คำศัพท์อะไรบ้าง

ดังนั้น ในช่วงที่เตรียมสอบนี้ น้องๆต้องพยายามศึกษาว่าหัวข้อที่นิยมออกในข้อสอบมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะเตรียมท่อง adjectives ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ ไว้ใช้

จะเริ่ดยิ่งขึ้น ถ้าหากน้องๆพยายามอธิบายขยายความจาก adjective ที่เราเลือกใช้ การขยายความให้เห็นภาพ นี้ ใช้ตัวอย่างจริงจากประสบการณ์ตรงจะเวิร์คที่สุด เพราะมันจะออกมาจากใจ อย่างเป็นธรรมชาติ แต่หากไม่มี ประสบการณ์ตรง ย่อมแต่งเรื่องได้แน่นอนค่ะ (examiner ไม่สนใจหรอกนะคะ ว่าเรื่องที่เล่าจริง ไม่จริง ขอให้ฟังดูเข้าท่า สมเหตุสมผลก็พอแล้ว)

เช่น “While Lanna-style hot-air lanterns were being launched into the sky, I felt truly overwhelmed. My mom and I made our wishes as we were releasing the lanterns into the sky and it brought back good memories. We felt that our worries and problems were floating away.”

Opinion

ตอนนี้ เราควรใช้วลีเพื่อการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว เช่น

In my view, + ความเห็น

If you ask me, + ความเห็น

หรือถ้าเป็นความเห็นที่หนักแน่นขึ้นมาหน่อย อาจจะใช้วลีเหล่านี้

I strongly believe that + ความเห็น
I must admit, I think + ความเห็น

As far as I’m concerned, + ความเห็น
I’m strongly against + ความเห็นที่ต่อต้าน
I’m strongly in favour of + ความเห็นที่สนับสนุน

วลีเหล่านี้ จะเปิดโอกาสให้เราได้แสดงความเห็นส่วนตัวเต็มที่ หรืออาจจะพยายามใช้โครงสร้างประโยคเปรียบเทียบต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย พยายามใช้โครงสร้างให้หลากหลาย เพื่อ“show off” ค่ะ

เช่น “As far as I’m concerned, there could also be problems arising from this festival. I once heard of the news that a hot-air lantern sucked into the engine of Bangkok Airways jet, which then forced authorities to cancel the flight.

Future

ท้ายสุด น้องๆควรหาโอกาสใช้ Future tenses เพื่อ “show off” ว่านอกจากที่ฉันพยายามเยอะมาตั้งแต่ต้นแล้ว ฉันเยอะได้มากกว่านั้นอีก! เลือกใช้ กริยาช่วย หรือ tenses ประมาณนี้เลยค่ะ

Present continuous : เพื่อบอกแผนการที่วางไว้แน่นอนแล้ว (อย่าลืม จริงไม่จริง อย่าได้แคร์)

Be going to + V.1 : เพื่อพูดถึงสิ่งที่กะว่าจะทำในอนาคต

Future simple (will + V.1) : เพื่อพูดถึงสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยอิงกับประสบการณ์หรือความเห็นคุณเป็นหลัก หรืออาจจะเพื่อพูดถึงความหวัง หรือสมมุติฐานก็ได้ค่ะ

Future perfect (will + have + V.3) : เพื่อพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น และเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว ภายในจุดเวลาหนึ่งในอนาคต

เช่น “My boyfriend and I are going to Chiang Mai together for the first time this November. We will perhaps spend almost a week there, surely not only to join the festival, but also to visit other attractions.”

แน่นอนค่ะว่าการเริ่มต้นฝึกฝนตามขั้นตอนที่ว่านี้คงไม่ใช้เรื่องง่าย แต่จำไว้เสมอว่า “Practice makes better.” พยายามหาหัวข้อ random แบบหลากหลายสไตล์มาฝึกลิสต์ไอเดีย และ adjectives แล้วพูดให้คนรอบข้างช่วยฟังนะคะ เพราะนั่นจะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจให้คุณไปในเวลาเดียวกัน สิ่งสำคัญอีกประการ คือเราจะต้องแม่น tenses ด้วย ถ้า vocab ดี แต่ไวยากรณ์ผิด ก็โดนหักคะแนนนะคะ

จำไว้ว่า การจะได้คะแนนสูง ไม่มีทางลัดค่ะ Practice, Practice and Keep Practicing!

 

ใครที่อยากหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคในการสอบ IELTS Speaking ลองอ่านบทความก่อนหน้านี้ได้ที่

[IELTS Tips] จะเพิ่มคะแนนใน Speaking part 1 ได้อย่างไร?

ความสำคัญของไวยากรณ์ในการสอบ IELTS Speaking

เคยสงสัยไหมว่า IELTS Speaking part ใดสำคัญที่สุด??

เทคนิคการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่อยากได้ IELTS Speaking Band 7.0

IELTS Speaking Test Tips Part I – เทคนิคการเตรียมตัวก่อนสอบ Speaking ภาคแรก

 

Oxbridge IELTS Institute

Korakrit.jpg

ผมลอง Search หาที่เรียน IELTS จากทั้ง Google และ Pantip เพื่อหาว่าที่เรียน IELTS ที่ไหนดีที่สุด จนกระทั่งมาพบกับ IELTS INSTITUTE วันแรกที่เข้าเรียนก็พบว่าการสอนค่อนข้างสนุก อีกทั้งการเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทำให้มีโอกาสถามคำถามที่สงสัยได้ทุกครั้ง ทำให้คะแนนที่ออกมาเกินกว่าที่คาดไว้อย่างมาก จากที่คิดว่าน่าจะได้ไม่เกิน 6.5 แต่ในที่สุดเมื่อสอบครั้งแรกพบว่าได้ 7.0 ทำให้ใช้เวลาที่เหลือในการเตรียมตัวเรื่องการไปเรียนต่อได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณจากใจจริงครับ
< * โดยผลคะแนนของนักเรียนแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ระยะเวลาในการเตรียมตัว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเตรียมสอบ >

Korakrit Durongdej
Jay.jpg

I’m writing this to THANKS all of you who had been assisting me in the Preparation Course in the past few months. I’m delighted to inform you that, according to my second test report form attached, I achieved a much higher overall band score than I had ever expected (Band 8), particularly in my weakest skill : writing (Band 7). Without all your support, my success would not have been achieved.
< * โดยผลคะแนนของนักเรียนแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ระยะเวลาในการเตรียมตัว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเตรียมสอบ >

สิทธิดา จิตทักษะ (Jay)
Tuptim.jpg

It’s my best luck to study with Ajarn Fon, indeed. I really love her teaching style and I learn how to correct English grammar and how to fix my writing problems from her. She’s a superb English teacher!!
< * โดยผลคะแนนของนักเรียนแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ระยะเวลาในการเตรียมตัว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเตรียมสอบ >

สุภมน บุปผเวส (ทับทิม)