ประกาศ

คอร์สเรียน IELTS เดือนตุลาคม วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 18 ตุลาคม, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 28 ตุลาคม เดือนพฤศจิกายน วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 22 พฤศจิกายน ตรวจสอบเวลาเรียนจากตารางได้เลยค่ะ
คอร์สเรียน Fundamentals of Academic Writing วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 28 ตุลาคม, วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 6 พฤศจิกายน, วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 14 พฤศจิกายน คอร์สนี้เต็มเร็ว หากสนใจแนะนำให้โทรจองที่ก่อนเลยค่ะ
คอร์สเรียน Grammar Brush up วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 21 ตุลาคม, วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 24 ตุลาคม ค่ะ
คอร์สเรียน Intensive IELTS Writing วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 8 พฤศจิกายน, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 19 พฤศจิกายน ค่ะ
คอร์สเรียน Speaking & Pronunciation for IELTS วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 8 พฤศจิกายน, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 11 พฤศจิกายน ค่ะ
คอร์ส English for Academic Purpose (Pre-Sessional English) วันธรรมดา เริ่ม 27 ตุลาคม ค่ะ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ British English และ American English สำหรับผู้สอบ IELTS (ตอนที่ 1)

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ British English และ American English สำหรับผู้สอบ IELTS (ตอนที่ 1)

AE และ BE สำหรับการสอบ IELTS

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ American English และ British English เมื่อต้องไปสอบ IELTS

เพื่อนๆ ที่เรียนภาษาอังกฤษมาเป็นเวลานาน หรือเคยใช้ชีวิตหรือไปเรียนในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศอเมริกา หรือออสเตรเลีย เป็นต้น รวมทั้งเพื่อนๆ ที่ศึกษาภาษาอังกฤษจนแตกฉานก็คงจะรู้กันแล้วว่า ภาษาอังกฤษนั้นกลายเป็นภาษาโลกไปแล้ว นั่นคือ เป็นทั้งภาษาแม่ของบางประเทศและภาษาราชการหรือภาษาที่สองในอีกหลายๆ ประเทศ เช่นประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในเกือบทุกทวีป

ด้วยเหตุนี้ ภาษาอังกฤษที่เราพูดหรือใช้สื่อสารกันจึงมีความแตกต่างทั้งทางด้านสำเนียงและการใช้คำศัพท์ เป็นต้น เช่น ภาษาอังกฤษในอินเดีย หรือภาษาอังกฤษในประเทศฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษในประเทศไทยเองก็ตาม ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้เรียนภาษาเกิดความสับสนหรือสงสัยว่า ตกลงว่าเราเรียนภาษาอังกฤษแนวไหนกันแน่

คำตอบก็คือ เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาโลกไปแล้ว จึงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในการใช้ภาษานี้สื่อสารเป็นหลัก เช่น ถ้าเพื่อนๆ ไปเรียนต่อที่อังกฤษ เขาก็ใช้ภาษาอังกฤษแบบผู้ดีอังกฤษหรือ British English (BE) ซึ่งแตกต่างจากภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน หรือ American English (AE) นะคะ ในประเทศอื่นๆ ที่อดีตเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษหรืออเมริกามาก่อน เขาก็ใช้ภาษาอังกฤษในรูปแบบที่เจ้าอาณานิคมปลูกฝังไว้นั่นเองค่ะ

เรื่องการแปรของภาษาอังกฤษเป็นเรื่องที่พูดกันยาวยืดเป็นหนังภาคต่อ แต่ในที่นี้ เพื่อนๆ จะได้รู้ถึงความแตกต่างของภาษาอังกฤษแบบ BE และ AE เพราะเป็นภาษาอังกฤษที่ใช้สื่อสารกันแพร่หลายมากที่สุด โดยเฉพาะในการสอบ IELTS เพื่อนๆ จำเป็นต้องรู้จักแยกแยะการใช้ภาษาอังกฤษทั้งสองประเภทนี้ เพราะต้นกำเนิดของการสอบ IELTS นั้นมาจากประเทศอังกฤษและการสอบนี้ยังแพร่หลายไปในประเทศที่เคยอยู่ใต้อาณานิคมของอังกฤษมาก่อน เช่น ออสเตรเลีย แม้ว่าในขณะนี้การสอบ IELTS ก็จะเป็นที่ยอมรับในฝั่งประเทศอเมริกาก็ตาม

ในการสอบ IELTS หรือแม้แต่การเรียนที่สถาบันของเรานั้น เพื่อนๆ จะสังเกตว่าในการพูด การเขียน หรือการอ่านนั้น ภาษาและสำเนียงที่อาจารย์ผู้สอนใช้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอังกฤษแบบ BE เพราะเป็นการเตรียมตัวให้เพื่อนๆ ได้เคยชินกับภาษาอังกฤษประเภทนี้ เวลาไปสอบจริงๆ จะไม่สับสนไงล่ะคะ ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ รู้จักแยกแยะและใช้ภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง รวมทั้งรู้ถึงความแตกต่างของภาษาอังกฤษทั้งสองประเทศนี้ ก็จะช่วยให้เพื่อนๆ ทำคะแนนสอบได้เยอะขึ้นอีกทั้งยังเป็นการสร้างความประทับใจให้กับกรรมการผู้สอบอีกด้วย โดยเฉพาะในการสอบพูด ซึ่งผู้สอบจะรู้ทันทีว่าเพื่อนๆ ใช้ภาษาอังกฤษแบบ BE หรือ AE

แต่การใช้ภาษาอังกฤษแบบ AE ในการสอบ IELTS ไม่ได้หมายความว่าเพื่อนๆ จะสอบได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นที่ใช้ภาษาอังกฤษแบบ BE นะคะ เพียงแต่เพื่อนๆ ต้องรู้ว่าตัวเองกำลังใช้ภาษาอังกฤษประเภทใดอยู่ และใช้ให้มีความสม่ำเสมอไปตลอดไม่เป็นแบบที่เรียกกันว่า หัวมังกุท้ายมังกร ยังไงล่ะคะ

ในตอนนี้ เพื่อนๆ จะได้รู้กันถึงความแตกต่างของ BE กับ AE ในส่วนของคำศัพท์ที่น่าสนใจค่ะ ส่วนตอนหน้า เพื่อนๆ จะได้รู้ว่า BE และ AE ก็มีความแตกต่างกันในด้านไวยากรณ์เหมือนกันนะคะ เรามาเริ่มกันเลยค่ะ

การศึกษา

ใน BE และ AE นั้น คำเรียกระดับการศึกษามีความแตกต่างกันนะคะ ตัวอย่างเช่น

– ในฝั่งอังกฤษจะเรียกระดับประถมศึกษาว่า Primary Education และระดับมัธยมศึกษาว่า Secondary Education หรือ High School ในขณะที่ฝั่งอเมริกาจะเรียกว่า Elementary Education กับ High School นะคะ

– ส่วนนักศึกษามหาวิทยาลัย ถ้าจะพูดว่า วิชาเอกที่เรียนนั้นเป็นวิชาวรรณคดีเปรียบเทียบ อย่างนี้ นักศึกษาในฝั่งอังกฤษ จะพูดว่า I read/do/study comparative literature at Oxford. โดยกริยา do ถือเป็นกริยาที่ใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการค่ะ ส่วนนักศึกษาในฝั่งอเมริกาจะพูดกันว่า I major in/study/concentrate in comparative literature. แทนค่ะ

การเมือง

ในประเทศอังกฤษ นักการเมืองที่สมัครเพื่อรับเลือกตั้งใช้กริยา stand for election แต่ในอเมริกาจะใช้ว่า run for office

– ส่วนเอกสารที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับหลักการทั่วไปหรือหลักการพื้นฐานของแต่ละพรรคการเมือง จะเรียกว่า party manifesto ในประเทศอังกฤษ แต่ในอเมริกาจะใช้คำว่า party platform และ

– คำว่า government นั้น ในฝั่งอังกฤษจะหมายถึง รัฐบาลที่ปกครองทั้งประเทศ ส่วนในฝั่งอเมริกาจะหมายถึง ฝ่ายบริหารซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรัฐบาลทั้งคณะ

การสมัครงาน

สำหรับ BE นั้นรายละเอียดส่วนตัวของผู้สมัครงานจะใช้คำว่า CV (Curriculum Vitae) แต่สำหรับ AE จะใช้คำว่า Resume แทน เพราะคำว่า CV ในบริบทของ AE จะหมายถึงรายละเอียดส่วนตัวของนักวิชาการหรือนักวิจัย นะคะ

เสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกาย

                ตารางต่อไปนี้ เป็นการเปรียบเทียบคำที่ใช้แตกต่างกันใน BE และ AE ในหมวดเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายนะคะ

BE AE ความหมาย
Trousers Pants กางเกงขายาว
Pants/Underwear Underwear ชุดชั้นใน
Vest Undershirt เสื้อกล้าม
Trainers Sneakers รองเท้าผ้าใบ
Dressing Gown Bath Robe เสื้อคลุมอาบน้ำ
Swimming Costume Bathing Suit ชุดว่ายน้ำ

ยานพาหนะและการเดินทาง

BE AE ความหมาย
Car park Parking lot ที่จอดรถ
Zebra crossing Cross walk ทางม้าลาย
Lorry Truck รถบรรทุก
Petrol Gasoline น้ำมันเชื้อเพลิง
Petrol station Gas station ปั๊มน้ำมัน
Fire engine Fire truck รถดับเพลิง

สิ่งก่อสร้าง

BE AE ความหมาย
Flat Apartment อพาร์ตเมนต์
Terrace Town house บ้านแบบทาวน์เฮ้าส์
Chemist Drugstore ร้านขายยา
Cafe Diner ร้านกาแฟ
Bungalow Ranch house บังกาโล

                จากตัวอย่างคำศัพท์ทั้งหมด เพื่อนๆ คงจะพอเห็นแล้วว่าความแตกต่างของคำศัพท์แบบอังกฤษกับแบบอเมริกันนั้นมีมากมายทีเดียว ดังนั้น เวลาเพื่อนๆ ไปสอบ IELTS ควรเลือกใช้คำศัพท์แบบใดแบบหนึ่งให้ต่อเนื่อง นั่นคือ ถ้าเพื่อนๆ เลือกใช้ BE ก็ควรใช้คำศัพท์เฉพาะที่เป็นแบบอังกฤษเท่านั้น ไม่ควรใช้สลับร่วมกับคำศัพท์แบบ AE ซึ่งเป็นการแสดงให้กรรมการผู้สอบ โดยเฉพาะเจ้าของภาษา เห็นว่า เพื่อนๆ เตรียมตัวมาดี มีความรู้ทางวัฒนธรรมด้านภาษาอังกฤษพอเพียงและเหมาะสม อันจะเป็นการสร้างความประทับใจและทำให้เพื่อนๆ ได้คะแนนเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอีกด้วยค่ะ

ตอนหน้า เราจะมาพูดกันเรื่องความแตกต่างของ BE กับ AE ในแง่ของไวยากรณ์กันนะคะ 🙂

Oxbridge IELTS Institute

Korakrit.jpg

ผมลอง Search หาที่เรียน IELTS จากทั้ง Google และ Pantip เพื่อหาว่าที่เรียน IELTS ที่ไหนดีที่สุด จนกระทั่งมาพบกับ IELTS INSTITUTE วันแรกที่เข้าเรียนก็พบว่าการสอนค่อนข้างสนุก อีกทั้งการเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทำให้มีโอกาสถามคำถามที่สงสัยได้ทุกครั้ง ทำให้คะแนนที่ออกมาเกินกว่าที่คาดไว้อย่างมาก จากที่คิดว่าน่าจะได้ไม่เกิน 6.5 แต่ในที่สุดเมื่อสอบครั้งแรกพบว่าได้ 7.0 ทำให้ใช้เวลาที่เหลือในการเตรียมตัวเรื่องการไปเรียนต่อได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณจากใจจริงครับ
< * โดยผลคะแนนของนักเรียนแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ระยะเวลาในการเตรียมตัว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเตรียมสอบ >

Korakrit Durongdej
Jay.jpg

I’m writing this to THANKS all of you who had been assisting me in the Preparation Course in the past few months. I’m delighted to inform you that, according to my second test report form attached, I achieved a much higher overall band score than I had ever expected (Band 8), particularly in my weakest skill : writing (Band 7). Without all your support, my success would not have been achieved.
< * โดยผลคะแนนของนักเรียนแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ระยะเวลาในการเตรียมตัว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเตรียมสอบ >

สิทธิดา จิตทักษะ (Jay)
Tuptim.jpg

It’s my best luck to study with Ajarn Fon, indeed. I really love her teaching style and I learn how to correct English grammar and how to fix my writing problems from her. She’s a superb English teacher!!
< * โดยผลคะแนนของนักเรียนแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันไปขึ้นกับพื้นฐานภาษาอังกฤษ ระยะเวลาในการเตรียมตัว และความมุ่งมั่นตั้งใจในการเตรียมสอบ >

สุภมน บุปผเวส (ทับทิม)