ประกาศ

คอร์สเรียน IELTS เดือนพฤษภาคม วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 27 พฤษภาคม เดือนมิถุนายน วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 1 มิถุนายน, วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 8 มิถุนายน ตรวจสอบเวลาเรียนจากตารางได้เลยค่ะ
คอร์สเรียน Fundamentals of Academic Writing วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 31 พฤษภาคม, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 3 มิถุนายน, วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 20 มิถุนายน คอร์สนี้เต็มเร็ว หากสนใจแนะนำให้โทรจองที่ก่อนเลยค่ะ
คอร์สเรียน Grammar Brush up วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 2 มิถุนายน, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 4 มิถุนายน, วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 21 มิถุนายน ค่ะ
คอร์สเรียน Intensive IELTS Writing วันธรรมดาช่วงเย็น เริ่ม 7 มิถุนายน, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 25 มิถุนายน ค่ะ
คอร์สเรียน Speaking & Pronunciation for IELTS วันธรรมดาช่วงบ่าย เริ่ม 31 พฤษภาคม, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 10 มิถุนายน ค่ะ
คอร์ส English for Academic Purpose (Pre-Sessional English) วันธรรมดา เริ่ม 15 พฤษภาคม, วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่ม 2 กรกฎาคม ค่ะ

[Writing Tips]การแก้ปัญหาความกำกวมทางโครงสร้างในการเขียนภาษาอังกฤษ

การแก้ปัญหาความกำกวมทางโครงสร้างในการเขียนภาษาอังกฤษ

เพื่อนๆ ที่เรียนภาษาอังกฤษบางคนคงเคยได้ยินหรือได้เรียนเกี่ยวกับความกำกวมทางโครงสร้าง หรือ structural ambiguity มาบ้างแล้วนะคะ ตอนนี้ เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของความกำกวมทางโครงสร้างประเภทต่างๆ และการแก้ไขปัญหานี้ โดยเฉพาะทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอบ IELTS ค่ะ

ความกำกวมทางภาษาอังกฤษ

ความกำกวม หรือ ambiguity (อ่านว่า แอมบิกิวอิทิ) เป็นสภาวะที่ข้อความหนึ่งๆ สามารถตีความได้มากกว่าหนึ่งความหมายค่ะ เช่น คำว่า ขัน ในภาษาไทย อาจหมายถึง “ขันตักน้ำ”, “ไก่ขัน”, “ขันเชือกให้แน่น” หรือ “ตลกขบขัน” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าคำคำนี้ใช้ในปริบทไหนนะคะ ส่วนความกำกวมทางโครงสร้างก็คือปรากฏการณ์ที่ประโยคหรือโครงสร้างบางประเภทในประโยคหนึ่งๆ สามารถมีความหมายได้มากกว่าหนึ่ง ลองดูตัวอย่างจากประโยคภาษาไทยต่อไปนี้ค่ะ

“สมชายขับรถไปชนควายตาย”

ในประโยคนี้ เพื่อนๆ จะเห็นว่าอาจมีความหมายถึงการที่ “สมชายขับรถไปชนควายที่ตายอยู่แล้ว” หรือ “สมชายขับรถไปชนควายจนตาย” ก็ได้ค่ะ ดังนั้น โครงสร้างของประโยคนี้ก่อให้เกิดความกำกวมในแง่ที่ว่า คำว่า “ตาย” อาจถือเป็นส่วนขยายหรือคำคุณศัพท์ของคำนาม “ควาย” ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของประโยค หรืออาจทำหน้าที่เป็นคำกริยาของประธาน “ควาย” ในประโยคย่อยก็ได้

เห็นไหมล่ะคะว่า แม้แต่ภาษาไทยที่ถือว่าเป็นภาษาพ่อแม่เราก็ยังมีความซับซ้อนได้ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษ จะไม่ทำให้เพื่อนๆ มึนตึ้บกันไปเลยหรือคะ เพราะสิ่งสำคัญในทักษะการสื่อสารของทุกๆ ภาษาก็คือ การสื่อความให้ผู้รับสารเข้าใจด้วยถ้อยความที่ไม่เยิ่นเย้อหรือไม่ห้วนสั้นจนเกินไป แต่ต้องถูกความหมายและได้ใจความครบตามที่ผู้ส่งสารตั้งใจจะสื่อ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความกำกวมจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเพื่อนๆ ทุกคน โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่สอบ IELTS ในส่วนของการเขียน เพราะหากเราเขียนข้อความหรือประโยคที่กำกวม อาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดหรือตีความสารที่เราส่งไปผิด เป็นเหตุให้เสียคะแนนไปฟรีๆ แบบไม่รู้ตัวก็ได้นะคะ

ดังนั้น ทักษะการเขียนจึงไม่ใช้ทักษะที่อาศัยแค่ความรู้ทางไวยากรณ์และคำศัพท์เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจและประทับใจในงานของเราด้วยค่ะ

เกริ่นมายาวเพราะอยากให้เพื่อนๆ เข้าใจความสำคัญของทักษะการเขียน (ซึ่งเพื่อนๆ บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นทักษะขั้นเทพที่ต้องอาศัยการบำเพ็ญทุกรกิริยาและตบะอันแรงกล้ากว่าจะบรรลุความสามารถด้านนี้) ไม่ว่าจะเป็นการเขียนเพื่อสอบหรือการเขียนงานต่างๆ นะคะ คราวนี้ เรามาดูกันดีกว่าว่า ในภาษาอังกฤษ มีความกำกวมทางโครงสร้างประเภทไหนบ้าง และเราจะมีวิธีการแก้ไขปัญหานี้ในการเขียนได้อย่างไรค่ะ

  1. ความกำกวมทางโครงสร้างแบบ –ing verb + noun

ความกำกวมประเภทนี้เกิดจากการที่ –ing verb สามารถเป็นได้ทั้งกริยาหรือส่วนขยายของคำนามในประโยคก็ได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น “Flying planes can be dangerous.” ซึ่ง flying สามารถเป็นกริยาหรือคำคุณศัพท์ก็ได้ค่ะ ดังนั้น เพื่อนๆ สามารถจะแก้ไขปัญหาความกำกวมข้อนี้ด้วยการเขียนประโยคใหม่ (rewrite) และเพิ่มคำที่ช่วยให้มีความหมายที่ชัดเจนตามที่เพื่อนๆ ต้องการจะสื่อได้ดังนี้ค่ะ

The/Some/Any/Many flying planes can be dangerous. หากเพื่อนๆ ต้องการหมายถึง เครื่องบินที่กำลังบินอยู่นั้นเป็นอันตราย หรือ

Flying the/some/any/many planes can be dangerous. หากเพื่อนๆ ต้องการพูดว่า การขับเครื่องบินนั้นเป็นอันตราย

  1. ความกำกวมทางโครงสร้างแบบ verb + prepositional phrase

เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุพบทวลีหรือ prepositional phrase สามารถตีความร่วมกับหรือแยกจากกริยาที่นำหน้ามา เช่น “Jane stood drinking in the moonlight.” ในที่นี้ in the moonlight สามารถมีความหมาย

2.1 มีความหมายร่วมกับกริยา stood ที่อยู่ในตำแหน่งก่อนหน้า (หมายถึง “เจนยืนดื่มเครื่องดื่มอยู่ใต้แสงจันทร์”) หรืออาจจะ

2.2 มีความหมายแยกจากกริยา stood แต่กลับไปมีความหมายร่วมกับกริยา drinking ที่อยู่ติดกันก็ได้นะคะ (หมายถึง “เจนยืนดื่มด่ำแสงจันทร์”)

ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ ต้องการจะแก้ไขปัญหานี้ อาจจะต้องเขียนใหม่ว่า

In the moonlight, Jane stood drinking. (ความหมาย 2.1)

Jane stood drinking the moonlight in. (ความหมาย 2.2)

  1. เมื่อคำกริยาอาจทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ก็ได้

ในประโยค “Social legislation is a way to better living condition.” ความกำกวมเกิดจากการที่ better สามารถเป็นได้ทั้งคำกริยาหรือคำคุณศัพท์ที่ขยายคำนาม living condition

ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ ต้องการจะหมายความว่า “การบัญญัติกฎหมายสังคมเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยทำให้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น” ก็ควรจะเขียนว่า “Social legislation is a way which/that betters living condition.”

แต่ถ้าเพื่อนๆ ต้องการจะพูดว่า “การบัญญัติกฎหมายสังคมเป็นวิธีการไปสู่สภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ก็ควรจะเขียนใหม่ว่า “Social legislation is a way to the better living condition.” นะคะ

  1. เมื่อคำสันธานเชื่อมคำคุณศัพท์มากกว่าหนึ่งคำ

ประโยค “My mother bought blue, white and green shirts.” สามารถตีความหมายได้ว่า

4.1 “แม่ของชั้น ซื้อเสื้อที่มีลายสีน้ำเงิน สีขาว และสีเขียว (ในตัวเดียวกัน)” หรือ

4.2 “แม่ของชั้น ซื้อเสื้อสีน้ำเงิน เสื้อสีขาว และเสื้อสีเขียว”

เพราะคำสันธาน and ในประโยคนี้สามารถเชื่อมคำคุณศัพท์หลายๆ ตัวและสร้างนามวลีตั้งแต่หนึ่งคำขึ้นไปได้ ถ้าเป็นโครงสร้างนามวลีที่มีหนึ่งตัวแต่ถูกขยายด้วยคุณศัพท์หลายตัว ก็จะเกิดความหมายแรก แต่ถ้าเป็นโครงสร้างนามวลีที่มีหลายตัวและถูกขยายด้วยคุณศัพท์ทีละคำ ก็จะเกิดความหมายที่สองค่ะ

คราวนี้ เราต้องมาแก้ไขปัญหาความกำกวมนี้ ด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างของประโยคใหม่ ให้ความหมายชัดเจนขึ้น

“Mary bought shirts of blue, white and green colors.” (ความหมาย 4.1)

“Mary bought blue shirts, white shirts and green shirts.” (ความหมายที่ 4.2 นี้ จำเป็นต้องซ้ำคำค่ะ เพราะเป็นการแยกนามวลีออกจากกัน)

  1. เมื่อคำนามในประโยคมีหน้าที่มากกว่าหนึ่งหน้าที่

ในประโยค “He gave her dog biscuits.” คำว่า dog สามารถเป็นได้ทั้งกรรมตรงหรือคำนามที่ทำหน้าที่ขยายคำว่า biscuits อีกทีหนึ่ง ถ้าทำหน้าที่เป็นกรรมตรง จะหมายถึง “เขาให้หมาของเธอกินคุกกี้” แต่ถ้าทำหน้าที่เป็นส่วนขยาย จะหมายถึง “เขาให้อาหารสุนัขแก่เธอ” ก็ได้ วิธีแก้ก็คือ เปลี่ยนตำแหน่งโครงสร้างในประโยคใหม่และเพิ่มคำบุพบทเข้าไปทำให้ความหมายชัดเจนขึ้น

“He gave biscuits to her dog.” (ความหมายแรก)

“He gave dog biscuits to her.” (ความหมายที่สอง)

จากตัวอย่างทั้งหมดที่ยกมานี้คงจะทำให้เพื่อนๆ ระวังกับการเขียนเพื่อสื่อความหมายให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์มากขึ้นนะคะ เพราะถ้าเราเขียนประโยคที่กำกวม ย่อมจะทำให้ผู้อ่านหรือผู้รับสารเข้าใจผิด เช่น การเขียนเรียงความหรือการเขียนตอบข้อสอบ IELTS ที่อาจจะทำให้ผู้ตรวจข้อสอบไม่เข้าใจจนเป็นเหตุให้เพื่อนๆ ต้องเสียคะแนนไปโดยใช่เหตุค่ะ

การเขียนให้สละสลวย ถูกไวยากรณ์ และมีความหมายตรงกับวัตถุประสงค์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเพื่อนๆ หมั่นฝึกฝนบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ โชคดีทุกคนนะคะ 🙂

 

Oxbridge Institute – สถาบันติวเพื่อสอบ IELTS โดยเฉพาะ

Korakrit.jpg

ผมลอง Search หาที่เรียน IELTS จากทั้ง Google และ Pantip เพื่อหาว่าที่เรียน IELTS ที่ไหนดีที่สุด จนกระทั่งมาพบกับ IELTS INSTITUTE วันแรกที่เข้าเรียนก็พบว่าการสอนค่อนข้างสนุก อีกทั้งการเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทำให้มีโอกาสถามคำถามที่สงสัยได้ทุกครั้ง ทำให้คะแนนที่ออกมาเกินกว่าที่คาดไว้อย่างมาก จากที่คิดว่าน่าจะได้ไม่เกิน 6.5 แต่ในที่สุดเมื่อสอบครั้งแรกพบว่าได้ 7.0 ทำให้ใช้เวลาที่เหลือในการเตรียมตัวเรื่องการไปเรียนต่อได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณจากใจจริงครับ

Korakrit Durongdej
Jay.jpg

I’m writing this to THANKS all of you who had been assisting me in the Preparation Course in the past few months. I’m delighted to inform you that, according to my second test report form attached, I achieved a much higher overall band score than I had ever expected (Band 8), particularly in my weakest skill : writing (Band 7). Without all your support, my success would not have been achieved.

สิทธิดา จิตทักษะ (Jay)
Tuptim.jpg

It’s my best luck to study with Ajarn Fon, indeed. I really love her teaching style and I learn how to correct English grammar and how to fix my writing problems from her. She’s a superb English teacher!!

สุภมน บุปผเวส (ทับทิม)